ไขข้อสงสัย อยู่บ้านต้องทากันแดดไหมนะ

ไขข้อสงสัย อยู่บ้านต้องทากันแดดไหมนะ สาว ๆ กับครีมกันแด […]

อยู่บ้านต้องทากันแดดไหมนะ

ไขข้อสงสัย อยู่บ้านต้องทากันแดดไหมนะ

สาว ๆ กับครีมกันแดด ถือเป็นอะไรที่แยกออกจากกันไม่ได้จริง ๆ กว่าจะออกจากบ้านได้แต่ละที เราต้องอาบครีมกันแดดกันแทบทั้งกระปุก ก็แหม๋! แดดประเทศไทยมันร้อนแรงไม่มีแผ่ว ถ้าเราไม่ป้องกันอย่างดี

สุดท้ายเราอาจจะเจอกับปัญหาผิวหนังรูปแบบต่าง ๆ ตามมา แน่นอนล่ะว่าเรารู้ดีว่าออกจากบ้าน ต้องป้องกันรังสี UV ด้วยกันแดด แต่แล้วเวลาที่เราอยู่บ้านล่ะ ครีมกันแดดจำเป็นต้องทาหรือไม่

สาว ๆ คนไหนกำลังตั้งคำถามในลักษณะนี้อยู่ มาร่วมไขข้อสงสัย อยู่บ้านต้องทากันแดดไหมนะ mongturagit.com มีคำตอบ ไปดูพร้อม ๆ กันเลย

ไขข้อสงสัย อยู่บ้านต้องทากันแดดไหมนะ จำเป็นแค่ไหน ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความคิดที่ว่า อยู่บ้าน ไม่ได้ออกข้างนอก ไม่ได้เจอแสง เราไม่จำเป็นต้องทากันแดด เพราะมันสิ้นเปลือง เป็นความคิดที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ต้องบอกว่าใครที่อยู่กับกรอบความคิดลักษณะนี้ ต้องรีบเปลี่ยนความคิด และตั้งมายเซ็ทใหม่ด่วน ๆ เพราะรู้หรือไม่ว่า ต่อให้เราจะอยู่ในบ้านหรือในร่ม แต่ก็ไม่สามารถหลีกหนีแสงแดดและรังสี UV ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะรังสี UVA ที่เป็นรังสีคลื่นยาวที่มีอานุภาพสูง จึงสามารถเล็ดลอดเข้ามาในอาคารได้ และรังสีชนิดนี้นี่แหละที่เป็นตัวการทำร้ายผิวของเราได้ลึกถึงชั้นผิวหนังแท้ หากโดนบ่อย ๆ ละก็จะส่งผลให้คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวถูกทำลาย ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย ใบหน้าดูแก่กว่าวัย และยังเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ถึงอยู่บ้านก็ต้องทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน เพื่อดูแลผิวและป้องกันปัญหาผิวในรูปแบบต่าง ๆ

UV จากที่ร่ม มาจากไหนได้บ้าง

มาดูกันว่า UV จากที่ร่ม มาจากไหนได้บ้าง

  1. หน้าต่าง หรือกระจกทั้งบ้านและออฟฟิศ

หลายคนอาจจะไม่ทราบ ว่าแค่เราเปิดม่านที่กั้นแสงเอาไว้ ก็เท่ากับเราเปิดรับรังสี UV เข้ามาในห้องต่าง ๆ แล้ว แม้จะดูเหมือนว่ากระจกจะช่วยกรองแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง แต่ผู้ร้ายตัวจริงอย่างรังสี UVA ก็ยังทะลุทะลวงเข้ามาได้ ทำให้ผิวของเราคล้ำเสียและแก่เร็ว โดยกระจกแต่ละแบบจะปล่อยให้รังสี UV เข้ามาได้แตกต่างกัน คือ กระจกใส รังสี UVA จะสามารถทะลุผ่านเข้ามาได้ถึง 75% และกระจกสีหรือกระจกสะท้อนแสง รังสี UVA สามารถทะลุผ่านเข้ามาได้ 25-50%

2. หลอดไฟที่เป็นฟลูออเรสเซนต์

แสงที่ส่งรังสี UV ได้น่ากลัวไม่ต่างจากแดดเลยก็คือแสดงจากหลอดไฟ เพื่อน ๆ ทราบหรือไม่ว่า แสงจากหลอดไฟ LED ก็สามารถทำร้ายผิวของเราได้เช่นกัน เพราะในหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์มีสารปรอทอยู่ เมื่อผ่านกระแสไฟจะทำให้ปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของรังสี UV แล้วไปกระทบกับสารเรืองแสงฟอสฟอรัสที่ฉายอยู่ด้านในหลอดไฟ สารเรืองแสงนี้ก็จะดูดซับ UV เอาไว้ หลังจากนั้นก็จะเปล่งแสงในความยาวคลื่นที่สายตาเรามองเห็น เลยทำให้หลอดไฟชนิดนี้มีแสง UV เล็ดลอดออกมาได้ แต่อยู่ในระดับที่ไม่อันตรายต่อผิวหนังมากสักเท่าไหร่

3. แสงจากหน้าจอรูปแบบต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอโทรศัพท์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์หรืออื่น ๆ ล้วนมีรังสี UV ซ่อนอยู่ทั้งนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วจอลักษณะต่าง ๆ ที่เราใช้งานในปัจจุบัน จะเป็นจอแบนหรือ LCD ที่เราใช้ในปัจจุบัน จะไม่มีรังสี UV ออกมาเลย หรือมีก็น้อยมาก ๆ แต่มีแสงสีฟ้าแทน ซึ่งเป็นอันตรายต่อดวงตามากกว่าผิวหนัง ทั้งนี้ก็ไม่ควรมองข้ามค่ะ หากเป็นไปได้ควรใช้เวลาอยู่กับแสงจากหน้าจอเหล่านี้ให้น้อยลงบ้างจะดีกว่า เห็นไหมล่ะคะ ว่ารังสี UV มันวนเวียนอยู่รอบตัวเรา ในแบบที่หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงด้วยซ้ำ ดังนั้น แม้เราจะไม่ได้ออกไปปะทะแดดโดยตรง เราก็ต้องดูแลผิวหน้าและผิวกายของเรา ด้วยการทากันแดดเสมอ แล้วเจ้าพวกแสง UV ในร่มนี่แหละ ที่น่ากลัวมากกว่าแสงจากข้างนอก เพราะเราต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันแบบเลี่ยงไม่ได้ ส่วนทริคอีกอย่างที่ช่วยดูแลผิดให้ชุ่มชื่น และพร้อมรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ คือการดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยน้ำที่ดื่มต้องเป็นน้ำเปล่าบริสุทธิ์จะดีมากที่สุด เมื่อเราดูแลผิวด้วยกันแดดอย่างดี และดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ไหน ผิวของเราก็จะแข็งแรงและเอาอยู่แน่นอนค่ะ

การที่มีแสงแดดเข้ามาในห้องทำงาน ไม่ได้มีเพียงแค่ข้อเสียอย่างเดียวนะคะ ข้อดีก็มีเช่นกันค่ะ ก็คือ เราสามารถนำ พรรณไม้ในร่มปลูกง่าย มาปลูก เพื่อเพิ่มความสวยงาม มีชีวิตชีวา ในห้องทำงานของเราได้เช่นกันค่ะ