เคล็ดลับนอนหลับให้ตื่นมาไม่งัวเงีย

เคยเป็นกันไหมคะ ไม่ว่าเราจะนอนเร็วแค่ไหน หรือรู้สึกว่าน […]

เคล็ดลับนอนหลับให้ตื่นมาไม่งัวเงีย

เคยเป็นกันไหมคะ ไม่ว่าเราจะนอนเร็วแค่ไหน หรือรู้สึกว่านอนเต็มอิ่มเท่าไหร่ ตื่นมาทีไรเราก็ยังงัวเงียตลอด ยังอยากจะนอนต่อทั้งวันแบบไม่ทราบสาเหตุ หลายคนอาจจะวิเคราะห์ ว่านี่อาจจะเป็นอาการป่วยบางอย่าง แต่ความจริงแล้วมันอาจจะไม่ร้ายแรงขนาดนั้นก็ได้  บางทีเราอาจจะแค่นอนไม่ถูกวิธี เลยทำให้การนอนหลับของเรามันไม่เพียงพอ แล้วถ้าใครอยากรู้ว่าต้องแก้อย่างไร ตาม mongturagit ไปดู เคล็ดลับนอนหลับให้ตื่นมาไม่งัวเงีย พร้อมกันเลยค่ะ

เคล็ดลับนอนหลับให้ตื่นมาไม่งัวเงีย

  1. นาฬิกาปลุกทำงาน ต้องรีบลุก ไม่ใช่กดเลื่อน

เชื่อว่าข้อนี้ทุกคนต้องทำเป็นประจำ นั่นคือการเลื่อนนาฬิกาปลุกออกไป อย่างน้อย 5 นาทีก็ยังดี แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำในลักษณะนั้นมันผิด เพราะเมื่อไรที่เรานอนต่อแล้วร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการนอนหลับ และถ้าเราสะดุ้งตื่นเรื่อย ๆ จะเหมือนเราหลับ ๆ ตื่น ๆ ทำให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนไม่พอ และพอถึงเวลาตื่นจริง ๆ จะทำให้เรารู้สึกง่วงนอนอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย ขอแนะนำว่าถ้าพรุ่งนี้เราคิดไว้ว่าจะตื่นนอนเวลาไหน ก็ควรตั้งเวลาตื่นจริง ๆ และถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกงัวเงียให้รีบลุกไปล้างหน้าแปรงฟัน ฝืนตัวเองแค่เลี้ยววินาที หลังจากล้างหน้าเสร็จเราจะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาแล้วค่ะ

นาฬิกาปลุกทำงาน ต้องรีบลุก ไม่ใช่กดเลื่อน

(นาฬิกาปลุกทำงาน ต้องรีบลุก ไม่ใช่กดเลื่อน)

  1. ลองใช้กฎการนอน 90 นาทีเข้าช่วย

หลายคนต้องงงแน่ ๆ ว่ากฎการนอน 90 นาที มันดีอย่างไร แล้วมันช่วยได้จริงไหม ซึ่งลักษณะการนอนแบบนี้ เพื่อน ๆ จะต้องจะต้องใช้เวลารอบละ 90 นาที โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาที่เราหลับลึก 80 นาที และช่วงเวลาที่เราหลับตื่น 10 นาที ถ้าเราไม่รู้กฎตรงนี้แล้วไปตื่นในเวลาที่กำลังหลับลึกอยู่ จะทำให้รู้สึกงัวเงีย นอนไม่เต็มตื่น และเจ้าช่วงเวลาที่หลับลึกจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรก จะใช้เวลา 5 – 10 นาที ระยะที่ 2 ใช้เวลา 20 นาที และช่วงที่เราหลับลึกที่สุดคือ 20 นาทีต่อจากนั้น และในช่วงนี้ร่างกายจะหลั่ง Growth Hormone เป็นสารที่ช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื้อของร่างกาย ถ้าใครถูกปลุกในช่วงเวลานี้จะรู้สึกตื่นมาแล้วร่างกายอ่อนเพลียมาก และกฎการนับก็ง่าย ๆ เลย เพียงแค่เรารู้ว่าจะตื่นช่วงเวลาไหน  ลบเวลาย้อนไปที่ละ 90 นาที จาก 7 โมง ย้อนไป 90 นาทีคือ ตีห้าครึ่ง แบบนี้เป็นค่ะ

  1. ปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไฟทุกชนิดก่อนนอน

เคล็ดลับนี้เป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่หลายคนน่าจะรู้กันดี แต่ถ้าจะให้ทำมันก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน จริง ๆ แล้วก่อนจะเข้านอนนอกจากจะปิดไฟแล้ว เราอยากให้ปิดหน้าจอมือถือ ปิดคอม และปิดทีวีด้วย เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราอยู่ในที่มืด แสงส่องไม่ถึง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่มีชื่อว่า Melatonin ออกมา และฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้เรารู้สึกง่วงนอน แถมยังช่วยให้การนอนของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้เราหลับลึกได้มากขึ้น เมื่อตื่นมาเราจะได้ไม่รู้สึกงัวเงียหรือนอนไม่พอ แต่หากเรานอนเปิดทีวีทิ้งไว้ หรือเปิดจอคอมทิ้งไว้ แสงจากหน้าจอจะไปรบกวนการทำงานของฮอร์โมนตัวนี้ ทำให้เมื่อเราตื่นขึ้นมาเกิดความรู้สึกว่านอนไม่เต็มอิ่ม ซึ่งมันไม่เป็นผลดีแน่นอน

ปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไฟทุกชนิดก่อนนอน

(ปิดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และไฟทุกชนิดก่อนนอน)

  1. แอบงีบกลางวัน

ถามว่าวิธีการนี้ช่วยได้ไหม มันช่วยได้แน่นอน แต่อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะคนที่มีงานประจำ จะเอาเวลาไหนกันมาแอบงีบตอนกลางวันจริงไหมคะ การนอนกลางวันสามารถช่วยได้ เพียงแค่งีบในระหว่างวันสัก 10 – 30 นาที จะช่วยให้เราตื่นมาพร้อมความสดชื่น แถมยังช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อีกด้วยนะ หรือถ้าคนไหนนอนไม่หลับจริง ๆ แค่พักสายตา แล้วนั่งอยู่กับที่สักระยะหนึ่งจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นด้วยนะคะ ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับนอนกลางวัน คือ เวลาบ่าย 2 หรือบ่าย 3 เพราะเป็นช่วงที่เรามีความตื่นตัวน้อย และจะรู้สึกง่วงนอนได้ง่ายกว่าเวลาปกติ แต่หลังจากบ่าย 3 ไป ไม่ควรนอนกลางวันนะคะ เพราะมันจะส่งผลกับการหลับตอนกลางคืนด้วย

แอบงีบกลางวัน

(แอบงีบกลางวัน)

ใครที่มีปัญหาตื่นมาแล้วงัวเงียตลอด หลับเท่าไหร่ก็ไม่พอไม่สดใสสักที ลองเอาทริคเหล่านี้ไปใช้ได้นะคะ รับรองว่าทำตามแล้วการนอนจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างแน่นอน

บทความที่น่าสนใจ

Sweet & Sour

ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงสิ้นสุดการรอคอย สำหรับแฟน ๆ หนังของ Netflix ที่รอ Sweet & Sour สำหรับใครที่ยังลังเลอยู่ ว่าจะดูหนังเรื่องนี้ดีไหม? เรามีเหตุผลที่คุณต้องดู Sweet & Sour หนังรักหักมุมสุดฮอต มาแนะนำ พร้อมแล้วไปดูกันเลย